7 เทคนิค เสกโพสต์ ให้ขายดี มีอยู่จริง เพียงทำสิ่งนี้!
7 เทคนิค เสกโพสต์ ให้ขายดี มีอยู่จริง เพียงทำสิ่งนี้!
อยากขายดีในออนไลน์
ก็ลอกตัวอย่างร้านขายดีในโลกแห่งความจริง
.
อยากให้โพสต์ขายของน่าสนใจ
ต้องสร้างบรรยากาศให้คนมุง
เหมือนร้านที่ขายดี ในห้างต่างๆ
เหมือน้รานอาหารอร่อย ที่เขาขายดี เป็นเทน้ำเทท่า
.
ว่าแต่จะทำยังไงดีล่ะ
อยากรู้มาอ่านกันเลย!!
.
ก่อนอื่น ถ้าอยากจะมี โพสต์ขายดี
ดูดี แบบนี้ได้ ต้องเตรียมการ เตรียมใจ
และเพียรทำสิ่งนี้ อยู่เป็นประจำนะครับ
.
1.ภาพและเนื้อหาในเพจ ต้องดีก่อน
หากจะลงโพสต์ หรือ โฆษณาให้คนเข้ามาเห็นสินค้า หรือบริการของเราเยอะๆ
ภาพ และ เนื้อหาต่างๆ ที่อยู่ในเพจของเรา จะต้องดูดี
อ่านเข้าใจง่าย และ สอดคล้องกับสิ่งที่เรานำเสนออยู่
.
ถ้าคลิกโพสต์โฆษณาเข้ามา แล้วเจอแต่เพจโล่งๆ
ก็น่าจะลดความน่าเชื่อถือไปได้เยอะเลย
.
ดังนั้น ทำ Content ขึ้นไว้ในเพจสัก 4-5 โพสต์ ให้คนรู้ว่า เราทำอะไร เพื่ออะไร หรือ แก้ปัญหาให้ใครได้บ้าง
ด้วยนะครับ
2. รีวิวในเพจ มีหรือยัง?
การจะตัดสินใจซื้ออะไรสักอย่างในเพจ คนอ่าน คนเข้ามา ก็อยากเห็นผลลัพธ์ ก่อนเสมอ
เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ
.
ถ้ามี content รีวิว โชว์ความสำเร็จของลูกค้า หรือ ผู้ใช้ก่อนหน้านี้
จะทำให้คนเข้ามาดูเพจของเรา อยากทดลอง อยากซื้อเร็วมากขึ้นกว่าเดิม
.
อันนี้ หมายรวมถึงรีวิวของเพจ ด้วยนะครับ
หากมีมากเท่าไร ก็หมายถึงคนที่ใช้บริการ คนที่ซื้อสินค้าของเราเยอะด้วย
.
พลังดาวรีวิวนั้นสำคัญนักแล!!
.
3. คนคอมเมนต์ในโพสต์ คึกคักขนาดไหน
บรรยากาศ ร้านขายดี หรือ ที่เที่ยวน่าไปในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น เป็นอย่างไร
บรรยากาศ คนสอบถาม คนพูดคุยกันในโพสต์ขายของนั้น ก็ควรจะเป็นในแนวทางเดียวกัน
.
คนถามไถ่ แล้วมีคนตอบ
ทักถาม แล้วไม่เงียบ
.
มีคนมากมาย เข้ามาให้กำลังใจ ให้ทัศนคติที่แตกต่างกันไป
ล้วนแต่ทำให้เราอยากรู้ว่า สินค้าของเรานั่นดีแค่ไหน
.
ลองให้คนทักทาย หรือ สอบถามใต้คอมเมนต์ เพื่อทำให้กลไกของเฟสบุ๊คนั้นทำงานได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม
ไม่เชื่อ ก็ลองเทียบกัน ระหว่าง โพสต์ที่เมนต์เยอะ กับ โพสต์ไร้เมนต์
อันไหน reach เยอะกว่ากัน
.
เพราะว่า เมื่อเราเมนต์ใต้โพสต์ เพื่อนของเรา ก็จะเห็นโพสต์นั้นด้วย
.
นั่นแหละครับ คือประโยชน์ของการคอมเมนต์ใต้โพสต์
.
4.ภาพกระแทกตา
เพราะ เฟสบุ๊คเป็นการตลาดแบบสไลด์ content ขึ้นลงบนสมาร์ทโฟน
หากภาพไม่เจ๋งจริง ก็ยากจะหยุดสายตาของคน
.
ภาพที่หยุดสายตาคนเรานั้น
มันควรต้องเด็ด ความเด็ด ก็คือ
– แปลก unseen ไม่เคยเห็นมาก่อน หรือ โดดเด่น ชัดเจน แจ่มแจ้ง
– ตรงไป ตรงมา
– ภาพที่ไม่ได้รับการปรุงแต่ง หรือ ภาพที่ไม่เคยซ้ำใครมาก่อน เฟสบุ๊คจะชอบเป็นพิเศษ (อย่าว่าแต่เฟสบุ๊คเลย คนเรายังชอบภาพใหม่ๆ เล้ย)
5.แคปชั่นกระแทกใจมั้ย?
คำพูด คำโปรย ที่หว่านลงไปในโพสต์นั้น คือสิ่งที่คนจะเห็นตามมาจากภาพ
หากประโยคแรก มันรวบตึงทุกปัญหา หรือ ทุกสิ่งที่เขาอยากรู้
ทำไมเขาจะไม่อ่าน?
.
แต่ทุกวันนี้ สิ่งที่เราทำ มันตรงกันข้ามหรือเปล่า
เอาสิ่งที่คนควรได้อ่านก่อนไปอยู่หลังๆ ไปอยู่ท้ายๆ
.
ดังนั้นจึงพึงระลึกเสมอว่า
คนเรา จะสนใจในสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเอง
และสิ่งที่สนใจจะฟัง จะอ่านเท่านั้น
.
ไม่ได้สนใจสิ่งที่เราอยากบอก
.
ไม่ใช่ว่าทุกคนเกลียดโฆษณา
เพียงแต่เขาไม่ชอบโฆษณา ที่ไม่ชอบเท่านั้น!
.
6.ข้อเสนอโดนๆ มีหรือยัง?
การตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าหรือบริการ
บางครั้ง ก็อยากจะขอต่อรองราคา เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่าเสมอ
.
แต่หากข้อเสนอจากผู้ขาย หรือ ผู้ให้บริการนั้นมันน่าสนใจมากพอ
การคลิกเข้ามาทัก หรือ เขียนคอมเมนต์สอบถาม ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
.
เมื่อเขามีความพยายาม ในการทักทายมาหาเรา
แสดงว่าเขาชื่นชอบ สนใจ และอยากจะซื้อขายกับเราแล้ว
.
ลองหาข้อเสนอดีๆ ที่คนอยากได้
มาไว้ในโพสต์ของเรา เพื่อกระตุ้นความอยากของลูกค้า ให้มากที่สุด
ผมคิดว่า ไม่ยากเกินความสามารถของทุกคนหรอกครับ
.
7.ข้อความเร่งเร้า มีหรือเปล่า
ตัวอย่างที่ดี ของข้อความเร่งเร้า เพื่อปิดการขายได้อย่างดีนั้น
คุณสามารถไป ดูได้ จากรายการทีวีไดเร็คต์ หรือ ควอนตั้มเทเลวิชั่น
หรือรายการนำเสนอสินค้า ที่ยิงกันจนพรุนในทีวี
.
ต้นแบบของการนำเสนอสินค้า ทางทีวี แบบนี้
ถ้าใครอยากรู้ ให้ไปหาหนังเรื่องนี้ดูกันครับ
“JOY จอย เธอสู้เพื่อฝัน (2016)”
.
ข้อความเร่งเร้า ที่เราเห็นกันบ่อยๆ ก็คือ
– สำหรับ 20 คนแรกเท่านั้น
– เฉพาะคนที่เห็นโฆษณานี้เท่านั้น
– ซื้อไปแล้ว 3234 ราย
– ก่อนวันที่ xx นี้เท่านั้น
– ภายในวันนี้ วันเดียว
.
เอาล่ะครับ ลองไปทำกันนะครับ
ได้ผลอย่างไร ลองมาดูกันจ้า
.
ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์
ขอบคุณมากครับผม 😉
.
website : https://www.digitalnook.co/
blog : https://medium.com/digitalnook
line : @digitalnook
boost post ไม่ผ่านเพราะติด instagram_branded_content(sponsorID) ต้องอ่าน
boost post ไม่ผ่านเพราะติด instagram_branded_content(sponsorID) ต้องอ่าน
.
ใครเจอปัญหา boost post ไม่ผ่านเพราะ
The parameter instagram_branded_content(sponsorID) is required (#100)
แก้ไม่ได้ อ่านตรงนี้เลย
.
แชร์ประสบการณ์
แก้ปัญหา instagram_branded_content(ID)
สดๆร้อนๆ เดือนกันยายน 2562
.
วันนี้ครับ
สดๆร้อนๆ คาดว่า น่าจะเกิดความเอ๋อ ของ facebook อีกครั้ง
เพราะว่า เมื่อบ่าย ยัง boost post ได้ตามปกติ
.
แต่ตอนกลางคืน ดันเจอปัญหา
error message
.
Fix 1 Error in 1 Ad
The parameter instagram_branded_content(sponsorID) is required (#100)
.
เอ๋า หรือว่าไม่ได้ติ๊ก IG ออก
หรือติ๊กออก ไม่ได้
เอ แต่เรื่อง Brand Content ก็ไม่เกี่ยวนิหว่า
.
ลองไปค้นหาคำตอบ ว่าเจอมั้ย
ใน google เพิ่งเจอกันสดๆร้อนๆ
ไม่ว่าจะ ทำยังไง ก็ไม่ผ่าน
.
ก็เลยหาทางแก้ไข ในแบบที่ลองด้นสด
กับ App Facebook Ads ในมือถือครับ
.
เข้าไปใน ad account นั้น
แล้วทำการเลือก โพสต์ที่จะ boost แล้วใช้กลุ่มเป้าหมาย ตามที่ต้องการ
.
กด boost post ตามต้องการ
หลังจากนั้น error นี้ ก็จะหายไปเลย
เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
.
สรุปเคสของผม คือ
– ทำงานผ่าน ads manager ผ่าน desktop
– ตอนแรกโพสต์ ที่ boost ผ่านแล้ว caption อ่านไม่เข้าใจ ต้องแก้ใหม่ เลยปรับให้ adset นี้ ไป boost post อื่นแทน
– พอแก้ไขโพสต์แล้ว กลับมา boost ต่อ ดันมี error message ตัวดังกล่าว
– ปรับยังไงก็ไม่หาย > ลองทดสอบกับ post อื่นๆ ก็ error เหมือนเดิม
– เลยใช้วิธีการ แก้จาก app facebook ads ผ่านมือถือ
– เลือก post ที่แก้ไขแล้ว ให้กับ adset ที่มีปัญหา คราวนี้ผ่าน!!
.
ยังไง ลองใช้ Mobile App Facebook ads
แก้ปัญหากันนะครับ
.
facebook ก็เพี้ยนๆ แบบนี้แหละ
เดี๋ยวก็น่าจะลงตัวเอง!
.
#digitalnook
5 เทคนิค เพิ่มยอด like เพจ แบบมีคุณภาพ ทำได้แบบนี้นี่เอง
5 เทคนิค เพิ่มยอด like เพจ แบบมีคุณภาพ ทำได้แบบนี้นี่เอง
ถ้าวันนี้ เราจะทำเพจขึ้นมาสักเพจ
แน่นอน แม้มันจะเป็นบ้านเช่า แต่นี่คือ บ้านเช่าที่เราจะทำธุรกิจ
ดังนั้น มันจะต้องมีคุณภาพ และ สื่อสารข้อมูลไปยังกลุ่มเป้าหมายตัวจริง ที่จะซื้อสินค้า และ บริการจากเรา
จะดีกว่ามั้ย หากคนที่ติดตามเพจของเรานั้น คือลูกค้าที่แท้จริง
และ มีคุณภาพ ไม่ได้เป็นชาวต่างชาติ ที่มาติดตามเพราะ ไปซื้อไลค์เถื่อน!!
เอาล่ะ ถ้าจุดมุ่งหมายของคุณคือ เพิ่มยอด like เพจ สร้างคนติดตามคุณภาพ
ก็มาเริ่มต้นอ่านกันได้เลย!!
1.ตั้งมั่น วางแนวทางของเพจ ให้มีเพียงแค่ 1 เดียวเท่านั้น
อย่าทำให้คนอื่นๆ สับสนหลงทางว่า คุณทำอะไร เพราะว่าการสร้างเพจในเฟสบุ๊ค ไม่ใช่ร้านขายของชำ ที่มีทุกอย่างให้เลือกสรร ควรมีแกนหลักๆ ในการนำเสนอเพียง 1 เดียวเท่านั้น เช่นเรานำเสนอเรื่อง กาแฟ ก็ควรจะมีแต่เรื่องของกาแฟ เท่านั้น ถ้ามีสิ่งอื่นๆ ที่ต่างไป คนก็จะให้ความสนใจน้อยมาก และ รำพึงในใจว่า “นี่มันเพจอะไรกันแน่”
บางเพจเป็นเพจการเกษตร แต่เอาข่าวดาราเลิกกัน มานำเสนอ
คนก็ถามว่า “ขอความรู้เรื่องเกษตรๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่เอาข่าวดารา”
ผู้บริโภค เขามีหัวใจนะครับ 😉
2. สร้าง Content ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของคุณเป็นหลัก เพื่อสร้างตัวตนที่ชัดเจน
การสร้างเนื้อหาใหม่ๆ ขึ้นมา จะต้องเกี่ยวกับแกนการนำเสนอหลักของคุณเท่านั้น แม้จะมีกระแสสังคมอะไรที่โด่งดังขึ้นมา ถ้าอยากเขียน ก็ให้ผูกโยงและลงท้ายด้วยความเป็นเพจของคุณเสมอ เช่น คุณขายเค้กออนไลน์ วันตรุษจีน ก็ให้เอาเรื่องของส้มที่เป็นสัญลักษณ์ ของความโชคดี มาเป็นตัวนำ แล้วตามท้ายด้วยเค้กส้มของคุณ
3. เรื่องไหนที่ Engagement ที่ดีที่สุด ให้จำไว้ นั่นคือหัวใจสำคัญที่สุดของการทำโฆษณา
เรื่องไหน โพสต์ไหนที่มีการตอบรับจากคนดู คนอ่านมากที่สุด แสดงว่า คนชอบ และ ถูกจริตเป็นอย่างมาก ให้บันทึก และ วิเคราะห์ไว้ว่า ทำไมถึงดี แล้วให้ลองทำตามแนวทางนี้ไปเรื่อยๆ ถ้ามันได้ผลทุกครั้ง แสดงว่า มันคือหมัดเด็ด ที่คุณจะเอาไปทำ content ต่อในอนาคต
4. ทำโฆษณาด้วย Content ที่ได้รับ engagement ดีที่สุด
– ยิ่งเป็น VDO ยิ่งดี เพราะตอนนี้ Facebook สนับสนุนให้ทำ เพราะเขาต้องการแข่งขันกับ Youtube แต่เนื้อหาต้องเจ๋งมากพอนะ ไม่ใช่เป็น video ที่เอาภาพมาต่อๆๆ กัน แล้วไม่ได้ให้คุณค่าอะไร กับคนอ่านเลย
– วัดผลการทำโฆษณาในหลายกลุ่มเป้าหมาย เป้าหมายไหนดี ใช้กลุ่มนั้นเลย กลุ่มไหนไม่ ok เราก็ไม่ต้องทำต่อ
5. Invite คนจากกลุ่มที่ชื่นชอบเรื่องนั้นๆ มาเป็นแฟนเพจ
– ทำเรื่องรถ ลองเชิญชวนคนที่อยู่ในกลุ่มมากด Like เพจเรา เขาจะมีโอกาสที่จะ ส่วนเทคนิคพิเศษ อันนี้แล้วแต่ความสามารถเฉพาะตัวแล้วครับ
Campaign Budget Optimization ประหยัดค่าแอดเฟสบุ๊ค ลง 30% ด้วยการใช้ CBO (Campaign Budget Optimization)
Campaign Budget Optimization ประหยัดค่าแอดเฟสบุ๊ค ลง 30% ด้วยการใช้ CBO
.
ทุกวันนี้ ต้องยอมรับกันจริงๆว่า ค่าแอดเฟสบุ๊ค คงไม่มีวันถูกลง
มีแต่จะแพงขึ้นๆๆๆ ไปเรื่อย
เพราะว่า ทุกคนล้วนแต่วิ่งกรูเข้ามาในตลาดนี้ กันหมด
.
ตั้งแต่รายเล็ก ไปถึงรายใหญ่
โดยเฉพาะรายใหญ่ๆ ที่เข้ามาพร้อมกับเม็ดเงิน ที่โยกมาจากสื่อเก่า
เขาไม่ได้ใช้เงินน้อยลงในทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์
แต่กำลังเอาเงินมาเพิ่มลงใน สื่อออนไลน์
.
ซึ่งสื่อออนไลน์ ก็เหลือแค่ เฟสบุ๊ค กับ Google นั่นเอง
.
ดังนั้น ค่่าโฆษณาจึงแพงขึ้นอย่างมีเหตุ มีผล
แต่เป็นเหตผล ที่บางครั้งเราก็ไม่อยากจะเข้าใจ 555
.
กระนั้นก็ตาม เฟสบุ๊คก็ยังใจดีพอที่จะยื่นแนวทาง การประหยัดค่าแอดมาให้เรา
ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า CBO นั่นเอง
.
สำหรับคนที่ลงโฆษณาเฟสบุ๊คมานานๆ น่าจะเคยใช้
การทำ Multi Adset กันมาบ้างแล้ว
มันเป็นการเลือก
แต่ตอนนี้ ทางเฟสบุ๊คปรับเปลี่ยน ไม่ให้ทำแล้วจ้า
.
เราเลยจึงต้องใช้ เทคนิคแบบ CBO
.
หลักการง่ายๆ ของ Campaign Budget Optimization ที่ต่อไปจะเรียกสั้นๆ ว่า CBO ก็คือ
เราจะ ทำ adset ไว้หลายๆ ตัว อยู่ภายใต้ campaign เดียวกัน
และให้แต่ละ adset มันแข่งขันกันเอง
.
สมัยก่อน ใน 1 campaign
แต่ละ adset เราตั้งเงินไว้ที่ adset ละ 10 usd
ถ้าตัวไหนดี มันก็ทำงานดีไป
ตัวไหนไม่ดี ก็กินเงินไป
ต้องมานั่งเช็คเอง ว่าจะปิด จะเปิด adset ตัวไหน
.
แต่สำหรับ CBO
ถ้า adset ตัวไหน ทำงานได้ดี
เฟสบุ๊คจะปรับโยกเงิน ให้ไปลงที่ adset ตัวนั้นทันที ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพ
โดยที่เราไม่ต้องมานั่งพิจารณา เปิด ปิดแอดด้วยตัวเอง
.
adset ก็คือเรื่องของกลุ่มเป้าหมาย
อายุ เพศ วัย ความสนใจ นะครับ
.
ประหยัดเวลา
เอาเวลาไปคิดเรื่องอื่นๆ ได้เลยจ้า
.
ซึ่งการทำ CBO นี้ สามารถทำได้ในทุกวัตถุประสงค์ การทำโฆษณาเฟสบุ๊คเลยครับ
วิธีเลือก ก็เพียงไปที่ด้านล่างสุดของหน้าจอ เวลาทำ campaign ต่างๆ
.
กดเลื่อนให้ CBO ทำงาน
.
หลังจากนั้นก็เลือกว่า จะใช้เงินเท่าไร เลือกไปเลยว่าจะเป็นแบบ Daily หรือ lifetime
ตามแต่จะต้องการครับ
.
เท่านี้แหละ
แล้วหลังจากนั้น ลองเปรียบเทียบดูว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนั้น
ลดลงไปมากน้อยแค่ไหน เพราะที่ผมลองดู มันลดลงไปจากเดิมนะครับ
.
แต่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
หาก content ไม่ใช่ ยังเป็นโฆษณา ที่ดูยัดเยียด เหมือนเดิม
จะ เทคนิคไหน ก็คงไม่อาจช่วยได้แล้วนะครับ
.
ก่อนจะยิงแอด ต้องคำนึงเรื่องของการทำ Content ที่จะส่งไปให้ชาวบ้านได้ดู ได้คลิกกันด้วยน้า
.
และที่สำคัญ
กด like กดแชร์ กด comment ได้นะครับ
.
3 สิ่งที่ควรจำ เวลาทำโฆษณาเฟสบุ๊ค
3 สิ่งที่ควรจำ เวลาทำโฆษณาเฟสบุ๊ค
ทำโฆษณาเฟสบุ๊ค ไม่ใช่แค่ยิงแอด แล้วจบ!
.
ในยุคสมัย ที่ใครๆก็หันมาขายของออนไลน์กัน
เมื่อ 4-5 ปีก่อน ในเฟสบุ๊ค
โพสต์ทิ้งๆ ขว้างๆ ก็มีคนสนใจ ซื้อของกัน
.
หลังๆ คนเริ่มเยอะ โพสต์ธรรมดา โลกไม่จำ
จึงต้องมาใช้เงินฟาดหัว เพื่อให้คนเห็นมากขึ้น
ปรากฏว่าดี วุ้ย ขายของได้ สบายเลยสิเรา
.
ต่อมา คนเห็นว่าดีวุ้ย เอาบ้าง
ลุยบ้าง เสียเงินบ้างซิ จะได้รวยกับเขา
ก็แห่มาลงเงิน เสียเงินให้พี่มาร์ค
.
จากตลาดที่เคยมีกันอยู่แบบ อุดมสมบูรณ์
ก็กลายเป็นทะเลแดงเดือด แก่งแย่งกันมากกว่าเดิม
.
ราคาค่า ads ก็เพิ่มสูงขึ้นๆๆ ไปเรื่อยๆ
เจ้าใหญ่ๆในท้องตลาด ก็ลงมาฟาดฟัน ในมหาสมุทรสีเลือดด้วย
ราคาก็ไปกันใหญ่จ้า!!
.
เออ แล้วไงดี
.
แต่หากคุณเชื่อว่า ลูกค้ายังอยู่ที่นี่
ยังมีอะไรให้ได้เก็บเกี่ยวอยู่
ยังมีความหวังอยู่
.
เราก็พอมี แนวทางให้เลือกเดินกันครับ
กับ 3 สิ่งที่ควรระลึกถึง เมื่อคิดจะทำโฆษณาเฟสบุ๊ค
เพราะนี่เป็นสิ่งที่ควรจะคิดให้มากๆ มากกว่าวิธียิงแอด กันนะครับ 😉
.
ว่าแล้ว ก็มาทำความเข้าใจกันเลยครับ
.
1. คำพูดกระแทกตา
ทุกวันนี้ สิ่งที่ทำให้คนเราหยุดสายตา หยุดมองอะไรบ้าง
มักเกิดจากประโยค ที่มันเกี่ยวกับเรามากๆ
ปัญหาของเรา สิ่งที่เรากำลังมองหา เช่น
“ลดกลิ่นแก่ คืนความหนุ่มให้มากกว่าเดิม 2 เท่า ด้วยxxxx”
“ฝ้ากระจุย สาวขึ้นกว่าเดิม เพียงเติม…”
.
ด้วยประโยคแรก ที่มันเกี่ยวกับเรา
ก็จะดึงให้เราไปอ่าน ประโยคอื่นๆ ต่อเลย
หาก สิ่งที่ตามมา แฝงไว้ด้วย ข้อเสนอดีๆ มีราคาดีๆ
และ ข้อจำกัดทางเวลา เพื่อเร่งให้ตัดสินใจ
โอกาส ที่จะคล้อยตาม และ ซื้อของเราเร็วขึ้น
ก็มากกว่า
.
พยายามนึกถึง ปัญหาของ คนที่จะเป็นลูกค้าของเราไว้เยอะๆ ครับ
แล้วประโยคทองมันจะมาเอง
.
2. ภาพโดนใจ
นอกจากเรื่องราว ที่เกี่ยวกับเราแบบสุดๆ แล้ว
ภาพ หรือ วิดิโอ ที่เห็นแว้บเดียวก็ต้องหยุดนิ้วโป้ง
คือ อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ โฆษณาของเรา
เป็นที่สนใจของกลุ่มเป้าหมายนะ
.
ภาพที่สื่อให้เข้าใจง่าย
จะเข้าถึงคนได้มากกว่า
เปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ
ที่สำคัญ หากมีหน้าคนอยู่ในนั้น คนจะสนใจมองมากกว่าปกติ
.
3. กลุ่มเป้าหมายที่ใช่
อีกเรื่องที่สำคัญมากๆ นั่นคือ คนที่เราจะเอาสารไปส่งให้เค้า
ข้อความดี ภาพเลิศ แต่กลุ่มคนที่เราส่งไปหา ไม่ใช่
มันก็เน่านะ
.
เช่น เอาเรื่อง น้ำมันเครื่อง สำหรับรถสิบล้อ ส่งไปให้เด็กประถม
ก็อาจจะแค่ดูผ่านๆ แล้วเลื่อนไป
หรือ ไม่ได้มองเสียด้วยซ้ำ
.
เปลืองค่าแอดเปล่าๆ จ้า
.
ดังนั้น 3 สิ่งที่ควรจำ เวลาทำโฆษณาเฟสบุ๊ค คือสิ่งนี้เลย
.
คิดให้เยอะๆ ว่า ปัญหาของลูกค้าเราคืออะไร
ตอบปัญหาให้ได้ เสนอสิ่งดีให้เค้า
ทำภาพให้ชัดเจน ให้เค้านึกออกว่าเรากำลังคุยกับเค้า
จับมัดรวม แล้วส่งมอบมันไปยังมือถือ ของเค้าเลย
.
แล้วชีวิตจะดีขึ้น
.
อ้อ อีกอย่างหนึ่งที่ลองทำแล้ว ใช้งานได้ดี
Content ไหนที่ มันดีมากๆ
แทบไม่ต้องตั้งกลุ่มเป้าหมายเลย ก็ยังปังนะ
.
แต่ content แบบนี้ จะเหมาะกับ สินค้า หรือ บริการที่
ไม่ต้องคิดมาก
.
อาทิเช่น ร้านวิวป่า ขนมน่ากิน ส้มตำสุดแซบ มะม่วงสุดซี๊ด คลิปขำโคตรๆ คลิปสะเทือนใจ เรื่องดราม่า
.
ถ้า content เรา ไม่ตรงกับอะไรแบบนี้
ลองไปหาทาง ให้มันเข้ากับแนวทางเหล่านี้ให้ได้นะ
.
ชีวิตจะสบายขึ้น
.ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์ กันนะครับ
.
.
Facebook
facebook.com/digitalnook
.
line @digitalnook
https://line.me/R/ti/p/%40digitalnook
.
inbox
https://m.me/digitalnook
4 เคล็ดลับการใช้ inbox facebook เพิ่มยอดขาย ที่คนไม่ค่อยรู้ แต่วันนี้เราจะบอก!
4 เคล็ดลับการใช้ inbox facebook ที่คนไม่ค่อยรู้ แต่วันนี้เราจะบอก!
เครื่องมือสำคัญในการปิดการขาย หรือ เจรจาต่อรอง จนสร้างยอดขายได้ ใน Facebook
คงจะไม่มีใครปฏิเสธว่า มันคือ inbox หรือ messenger นั่นเอง
.
เพราะส่วนใหญ่ เรายิงแอด ทำ content จนคนสนใจ อยากได้ อยากซื้อ
ก็จะมาคุยกันจนพอใจ ตรงนี้แหละ
หลายคน อาจจะไปต่อ ใน line@ หรือ โทรหากันก็ไม่ว่ากัน
.
แต่ถ้าอยากจะเสริมศักยภาพ ทำให้เราใช้งาน inbox facebook ได้มากกว่าเดิม
วันนี้ เรามีความภูมิใจจะเสนอเคล็ดลับ
(หากใครเคยใช้แล้ว มันไม่ลับ ก็อ่านได้นะครับ 555)
.
เพราะว่าผมได้ศึกษา และเอามานำเสนอให้ได้อ่านกันวันนี้
มีอะไรบ้าง ลองมาดูกันเลยจ้า!
.
1. คัดแยกลูกค้า หลากระดับ ด้วยการติด Labels
ฟังก์ชั่นนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่คุ้นเคย สำหรับแม่ค้าออนไลน์ มากๆ ครับ เพราะว่า ง่าย สะดวก ตอนใช้งาน เพราะสามารถ คัดลูกค้าตามประเภทที่เราต้องการได้หมด
.
จ่ายแล้ว ยังไม่จ่าย โอนแล้ว ยังไม่โอน ลูกค้าเก่า ลูกค้าที่ไม่อยากรับ
.
หรือว่าเป็น labels อื่นๆ ที่เราต้องการทำ ก็ได้นะ แล้วแต่ธุรกิจ
อย่างผมทำร้านกาแฟ ร้านเค้ก ก็จะเพิ่มไปว่า คนนี้ เกิดเดือนเมษายน แล้วมาสั่งเค้กวันเกิด
ปีหน้า ผมก็จะทักไปหาเค้าอีก
.
ข้อดีก็คือ เราสามารถเพิ่มมันไปได้เรื่อยๆ ครับ
และตั้งได้ทั้งภาษาไทย และ ภาษาอื่นๆ อยากทำไร ทำได้เลย
ที่สำคัญ ระบบ chatbot หลายๆ ที่ก็ใช้ แนวคิดของ Labels ไปใช้เหมือนกัน แต่จะเรียกว่า TAG
.
วิธีการใช้งาน
.
ไปที่ inbox และการสนนทนากับลูกค้า
ดูด้านขวา ที่เป็น Profile ลูกค้า ครับ จะมีคำว่า Labels ขึ้นมา ให้เราทำการใส่ไปเลย ตามต้องการ
ถ้าเราเคยตั้งมาแล้ว แค่พิมพ์ อักษรตัวแรก ที่เราเคยเขียน ระบบจะ suggestion ขึ้นมาให้เลยจ้า!
.
2. ตอบลูกค้าไว ขึ้นกว่าเดิม เพราะใช้ Save Reply
หลายครั้ง ที่เราต้องตอบลูกค้าแบบซ้ำๆ บ่อยๆ จนต้อง copy เอาไว้ในโน้ต ของมือถือ หรือว่า notepad ของ Desktop
.
แต่ถ้าเปลี่ยนเครื่อง หรือ ไปใช้เครื่องอื่นๆ เราก็ต้อง save ติดมาในเครื่อง
.
จะดีกว่ามั้ยถ้าวันนี้ เราสามารถเก็บข้อมูลแบบนั้น เอาไว้ให้ facebook มันจำ
แล้วพอลูกค้าถามมา เราก็กดแค่ปุ่มเดียวพอ ไม่ต้องพิมพ์ใหม่ หรือนั่ง copy แปะ
.
แต่เจ๋งไปกว่านั้น เพราะในคำตอบที่เราเก็บเอาไว้ใน facebook สามารถ เพิ่มชื่อคนไปในประโยคแบบอัตโนมัติ อีกต่างหาก
.
ฟังก์ชั่นนี้ เราเรียกว่า Save reply
เป็นการสร้างคำตอบที่ต้องใช้บ่อยๆ ครับ
สามารถใส่ได้ทั้งภาพ ทั้งข้อความ รวมทั้งใส่ชื่อของคนที่ถามเข้ามาได้อีก เราเรียกว่า Personlize ครับ เก๋ๆ นะ 😉
.
วิธีการใช้ก็คือ ไปที่ inbox > หาภาพที่เป็นเหมือนกับบอลลูนคำพูด (insert saved Reply)
กดไป แล้วก็ให้คลิกที่ Manage Replies > Create Saved Reply เพื่อทำใหม่
.
โดยตั้งชื่อ เอาไว้ให้จำได้ว่าเราจะ ส่งข้อมูลให้ลูกค้า เป็นชื่อสั้นๆ พอ ส่วนเนื้อหาสามารถ ใส่ได้ทั้งภาพ คำพูด รวมทั้ง Personalization ที่จะบ่งบอกความเป็นตัวตนของลูกค้าจ้า!
.
ตอนเอาไปใช้งาน ก็ให้เลือก กดเลือกจาก list ที่มีทั้งหมด
อยากได้ อะไรก็กดไป แล้วข้อความที่ตั้งไว้ จะไปขึ้นในช่องสนนทนากับลูกค้า
.
ถ้ามั่นใจว่าถูก ก็ส่งเลย จบ!!
.
3. ปุ่ม Paid สำหรับ เก็บเงิน และ Update ยอดขาย
อีกปุ่มหนึ่ง ที่ไม่ค่อยได้ใช้กัน แต่ facebook มีให้เราใช้
นั่นคือ ปุ่ม Paid หรือจ่ายเงินนั่นเอง
.
หากเราเชื่อมต่อ Facebook Payment แล้วล่ะก็ เราสามารถเรียกเก็บเงินจากลูกค้าผ่านทาง inbox โดยไม่ต้อง ให้เขาออกไปโอนข้างนอก facebook
ซึ่งสามารถจ่ายได้ทั้งการโอนเงิน หรือว่า บัตรเครดิต (มีค่าธรรมเนียม 2.75% นะครับ)
.
กับอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ
การติด Paid เพื่อให้ facebook รู้ว่า เรามียอดขาย และสามารถเช็คย้อนหลังได้ว่า มีรายได้เท่าไร
โดยย้อนกลับไปดูที่ setting > payments หรือดูง่ายๆ ใน Publisher > shop > orders (ในกรณีที่มี shop แล้ว)
.
วิธีการทำก็คือ ไปที่ inbox > แล้วหาสัญลักษณที่เขียน รูป B สัญลักษณ์แบบเงิน
หลังจากก็กด ว่า Paid สำหรับคนที่จ่ายแล้ว หรือ Request payment สำหรับการเก็บเงิน
.
4. ตอบต้อนรับ ลูกค้าแบบอัตโนมัติ ทั้งใน inbox และตอบคนมารีวิว (แต่ไม่ใช่ chatbot นะ)
การตั้งรับ ตอบลูกค้าแบบทันที เมื่อมี inbox จะช่วยทำให้ลูกค้ารู้สึกดี ว่า เรามีการตอบกลับ ทันที แม้จะยังไม่ได้คำตอบ แต่ก็อุ่นใจ
.
ซึ่งแน่นอนว่า เราสามารถ เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าได้มากกว่า inbox อีกต่างหาก แถมยังตอบกลับเป็นชื่อลูกค้า เพิ่มความเป็นมนุษย์ เข้าไปได้อีก ด้วยการใส่ Personalize
.
การทำ automated response มีได้สามอย่าง นั่นคือ
4.1. ตอบทันที ใน inbox
อันนี้ คือพื้นฐานที่เราสร้างเอาไว้ สำหรับผมจะใส่ link line@ ให้ลูกค้าติดต่อได้นะ เพราะว่า เป็นการเพิ่มฐานคนที่ต้องการจริงๆ และส่วนใหญ่ ปิดการขายได้มากกว่า เมื่อทักมาทางไลน์ หรือใส่เบอร์โทรเพิ่มไปก็ได้
.
4.2. ตอบเมื่อมีคนรีวิวดีๆ
ถ้ามีคนมารีวิวให้เพจเรา สิ่งที่เรามักจะลืม ก็คือ การที่ตอบขอบคุณกลับไปหา เพราะไม่ค่อยได้เห็น
แต่จะดีแค่ไหน หากมีคนมารีวิวแล้ว เราขอบคุณเค้าทันที ฟังก์ชั่นนี้สามารถทำได้ครับ
โดยไปที่ inbox > automated responses > Page recommended แล้วเปิด ให้มันทำงาน
.
อยากเขียนอะไรที่จะแสดงการขอบคุณลูกค้า ก็ทำได้เลยจ้า!
.
4.3. ตอบเมื่อมีคนมารีวิวแย่ๆ
แต่หากวันนี้ มีคนมาบอกเรา ว่าเพจไม่ดี สิ่งแรก อาจจะต้องแสดงคำขอโทษไปหาลูกค้าก่อน
แล้วไปอ่านให้ละเอียด ให้ทางปรับปรุงครับ
.
วิธีการก็เหมือนเดิม นั่นคือไปที่
inbox > automated responses > Page recommended แล้วเปิด ให้มันทำงาน
.
อยากเขียนอะไรที่จะแสดงการขออภัยลูกค้า แล้วค่อยมาปรับปรุงภายหลังครับ
.
ยาวนิดนึงครับ สำหรับวันนี้ แต่ว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับทุกท่านในการใช้งานนะครับ 😉
.
ที่สำคัญ ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์
.
Facebook
facebook.com/digitalnook
.
line @digitalnook
https://line.me/R/ti/p/%40digitalnook
.
inbox
https://m.me/digitalnook
พิมพ์ตัวหนาตัวเอียง ในเฟสบุ๊คกลุ่มปิด ทำได้แบบนี้นี่เอง
พิมพ์ตัวหนาตัวเอียง ในเฟสบุ๊คกลุ่มปิด ทำได้แบบนี้นี่เอง
.
หลายๆคนที่ชอบโพสต์ หรือ ขายของ ผ่าน facebook group บ่อยๆ
ก็มักจะหาสีสัน หรือ สัญลักษณ์พิเศษ แปลกๆ มาสร้างความน่าสนใจ อยู่เสมอ
.
ล่าสุดครับ
ทางเฟสบุ๊คได้อัพเดท เครื่องมือ การพิมพ์ตัวอักษร
ให้เป็นตัวหนา และ ตัวเอียง แล้วจ้า!!
.
ถือว่าน่าสนใจ และไม่ยากเลย
ถ้าอยากลองทำเอง ก็อ่าน แล้วไปทำตามกันได้เลยจ้า
.
1.เข้าไปใน facebook group ที่ใช้งานตามปกติ
2.พิมพ์ ตัวอักษรตามปกติ วิสัยที่ทำกัน
3. จะสังเกตุ เห็นอักษรสีเทาๆ เป็นอักขระพิเศษ ถ้าเห็นแบบนี้คุณสามารถจะทำตัวหนา ตัวเอียงได้แน่นอน
4. ให้เลือกคลุมตัวอักษร ที่ต้องการทำ คลุมเสร็จแล้ว จะเห็น บอลลูน เป็นตัว B กับ I ขึ้นมา ถ้าอยากได้ตัวหนา ให้กดปุ่ม B ถ้าอยากได้ตัวเอียงให้กดปุ่ม I
5. ทำจนพอใจ แต่งให้สวยงามตามความชอบ เสร็จแล้ว post ตามปกติครับ
.
ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์
กดติดตามกันได้นะคร้าบ
Facebook
facebook.com/digitalnook
.
line @digitalnook
https://line.me/R/ti/p/%40digitalnook
.
inbox
https://m.me/digitalnook
Audience Insight : ยิงแอดตรงจุดมากขึ้น เพราะใช้ Audience Insight ทำได้แบบนี้นี่เอง
Audience Insight : ยิงแอดตรงจุดมากขึ้น เพราะใช้ Audience Insight ทำได้แบบนี้นี่เอง
.
เชื่อว่าทุกคนที่ ทำโฆษณาบนเฟสบุ๊ค
จะต้องประสบกับปัญหา เรื่องการหาความกลุ่มสนใจ ที่ใช่จริงๆ
ว่าเขาเหล่านั้น อยู่ตรงไหน?
.
มันเป็นความคลาสสิก นิรันดร์กาลจริงๆครับ
ถ้าจะให้เริ่มต้นกันง่ายๆ โดยยังไม่ต้องไปใช้เทคนิค เรื่อง Custom Audience หรือ Look a Like
ก็ขอแนะนำ เครื่องมือการตรวจสอบ interest หรือความสนใจ ที่เฟสบุ๊ค มีให้ใช้กัน
.
เครื่องมือนี้ เราเรียกว่า Audience Insight ครับ
.
มันเป็นเครื่องมือ ช่วยเราประเมินความสัมพันธ์ ความเกี่ยวข้องของ interst ที่เราคาดว่า
จะเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราจริงๆ
.
สมัยก่อน เราอาจจะมโนไปเอง
มโนได้ถูกต้อง ก็ ปัง ก็ลดค่าแอดได้
มโนผิดก็ไม่ปัง อืด ไปเลย ค่าแอดแรง!!
.
การใช้ Audience Insight มาเช็ค Interest จึงสมควรเป็นอย่างยิ่ง ก่อนจะทดสอบทำแอดเฟสบุ๊คครับ
.
มาทำความรู้จักกันเลย!!
.
วิธีการใช้งาน ก็ไม่ยุ่งยากครับ
ลองปล่อยใจ ไปกับแนวทางของเฟสบุ๊คกันเนาะ
.
เริ่มจากเข้าไปที่ หน้า ads manager ของเฟสบุ๊คก่อน แล้วทำการเลือกที่เมนู Audience Insight
.
เมื่อเข้าไปแล้ว ก็จะเจอหน้าตาสวยๆ และกราฟมากมาย หลายแท่งจ้า
ให้เราสนใจ ตรงด้านซ้ายมือเป็นหลักนะครับ
สิ่งแรกที่เราจะทำก็คือ การเลือกกลุ่มเป้าหมาย ที่เราสนใจ
นั่นคือ
– location / age and gender
สมมุติว่า เรากำลังขายของเล่นเด็ก ความสนใจของคนที่จะซื้อ ต้องเป็นกลุ่มคนที่เป็นพ่อแม่เด็ก ใช่มั้ยครับ
.
เราก็เลือกพื้นที่ก่อนเลยว่าเป็น thailand (อ้อ ขั้นตอนนี้ อย่าลืมลบ United states ที่เป็นค่า Default ก่อนนะครับ)
.
ส่วนอายุ ก็เลือกเป็น 30-45 (สมมุติว่าเป็นแบบนี้นะครับ)
เพศก็เลือกทั้งหญิง และ ชายไปเลย
.
อันดับต่อไป ก็คือ ใส่ interests ที่เราสนใจจะเลือกครับ
ใช้ทีละ 1 ก็พอครับ
.
เช่นเราจะใช้คำว่า “Pampers” ในการทดสอบ
หัวใจสำคัญที่เราจะใช้เช็ค ก็คือ ให้ดูตรงด้านขวา ที่เป็นคำว่า “Page Likes”
.
แล้วเลื่อนลงมาด้านล่าง
จะเห็นว่า นี่คือบรรดาเพจต่างๆ ที่กลุ่มเป้าหมายที่เราเลือกตามเงื่อนไขจากทางด้านซ้ายมือ
เขาชอบดูกัน
ลองดูครับ ว่า 10 เพจแรกที่เขาดูกันนั้น
มีความเกี่ยวข้องกับ สินค้า หรือ เนื้อหาที่เราต้องการให้เขาเห็นมั้ย?
ถ้ามีมากกว่า 5 ใน 10 เพจ
แสดงว่า interest นี่แหละ ใช่เลย!!
เก็บไว้
.
หรือถ้าจะดูข้อมูลอื่นๆ เพิ่มขึ้น เราก็จะเห็นในมุมอื่นๆ เพิ่มขึ้น
เช่น
– Demographic : จะบ่งบอกว่า กลุ่มคนเหล่านี้ เป็นเพศอะไร อยู่ช่วงวัยไหนเป็นพิเศษ ระดับการศึกษา ความสัมพันธ์ เป็นแบบไหน
– อาชีพการงาน : บ่งบอกหมดเลยว่า อยู่ในกลุ่มอาชีพใด มากกว่ากัน
Activity
กิจกรรมต่างๆ ของกลุ่มคนเหล่านี้ เขาทำอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น
– การกดไลค์เพจ
– การคอมเมนท์เพจ
– การกดไลค์โพสต์ต่างๆ
– และที่สำคัญคือการกดคลิกดูโฆษณา
การใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ
– ใช้มือถืออย่างเดียว – มือกับเดสก์ทอปร่วมกัน หรือ ใช้มือถืออย่างเดียว ทั้งนี้เพื่อเอาไว้พิจารณาว่า เราจะเลือก placement แบบไหนดี
ประเภทของ Device ว่าเป็นรุ่นไหน แบบไหน
– iPhone android คนกลุ่มนี้ชอบใช้อะไร เราจะได้เลือก placement ได้โดนใจ ประหยัดค่า ads ไปอีก
โอย รู้เยอะได้ขนาดนี้ ก็เป็นไอเดียแจ่มๆ ในการที่จะลงมือทำโฆษณาในครั้งต่อไป ให้ดีกว่าเดิม!!
.
จะรออะไรล่ะ
ลุยเลย!!
.
สำคัญสุดๆ ณ จุดนี้ครับ
หากชอบบทความนี้ อยากให้ช่วยกันกดไลค์ กดแชร์ กดคอมเมนต์กันนะคร้าบ 😉
.
ติดตาม เฟสบุ๊ค
https://www.facebook.com/digitalnook
.
line @digitalnook
http://bit.ly/digitalnook-line
3 เทคนิค โฆษณาเพิ่มคนติดตามเพจ แบบคุณภาพ ในราคาประหยัด ทำได้แบบนี้นี่เอง
3 เทคนิค โฆษณาเพิ่มคนติดตามเพจ แบบคุณภาพ ในราคาประหยัด ทำได้แบบนี้นี่เอง
สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ คือ
1. เอา content ที่ดีมาทำโฆษณา
2. บอกให้คนกดติดตาม หรือ ไลค์เพจ ในโพสต์นั้น
3. ใช้เงินที่เท่ากัน ระยะเวลานานกว่า จะได้ผลดีกว่า
โฆษณาเพิ่มคนติดตามเพจ แบบมีคุณภาพ ทำได้แบบนี้นี่เอง
หลายๆคนตอนนี้ อาจจะมีปัญหา จะเพิ่มคนติดตามเพจของเราได้ยังไงกันนะ?
ปัญหานี้ เหมือนจะง่าย แต่พอทำแล้วก็ยาก
เพราะมันต้องโฟกัสว่าคนที่จะติดตามเราคือใคร
แล้วอะไรที่เขาชอบล่ะ?
หลักการของมันไม่ต่างไปจากการทำโพสต์ Content เลยครับ
ทำ Content ให้ดียังไงเราก็ทำแบบนั้นกับการทำโฆษณาเพิ่มคนติดตาม
แต่เพื่อไม่ให้เสียเวลานะมาฟังเทคนิคจากประสบการณ์ตรงกันเลยดีกว่า
1. เอา content ที่ดีมาทำโฆษณา
Content ที่ดีในโพสต์ของเรา
มักจะมี reach engagement like share ที่ดี
แม้ไม่ได้โฆษณา
แค่เพิ่มเรื่องขับเคลี่่อนด้วยเงินเล็กๆน้อยๆ ก็จะทำให้คนเห็นมากขึ้น
เหมือนกันเลย!!
กับโฆษณาเพิ่มคนติดตาม
ถ้า Content ไหนดี มีคนสนใจ
เราเอามาสร้างแบบเพิ่มคนติดตาม ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดีไม่ต่างกัน
ส่วนเนื้อหาที่เราทำ ก็ควรเป็นความสนใจ
ของ”กลุ่มเป้าหมาย” ที่เราอยากได้ด้วยนะ!!
อ้อที่สำคัญ อยากได้คนกลุ่มไหนมาติดตาม ก็เลือกกลุ่มเป้าหมายนั้นมาดูโฆษณาของเราด้วยละเอ้อ!!
2. บอกให้คนกดติดตาม หรือ ไลค์เพจ ในโพสต์นั้น
พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่
ชอบให้คนมาบอก ให้ทำ ส่วนใหญ่ไม่ทำเอง
คำพูดที่ชวนให้เกิดการกระทำ
จะทำให้เขา บรรลุภารกิจได้ง่ายกว่าเดิม
กดติดตามเลยนะคะ
กดเป็นเพื่อนกันได้เลยค่า เพื่อ บลาๆๆๆๆๆ
ฝากกดติดตามกันด้วยน้า
เป็นการขอร้องให้เขาเห็น แล้วลงมือทำอะไรบางอย่างทันที
จะดีกว่าการขึ้น ภาพ หรือ วิดิโอ โฆษณาเฉยๆ
3. ใช้เงินที่เท่ากัน ระยะเวลานานกว่า จะได้ผลดีกว่า
เทคนิคอันนี้ เกิดมาจากการสังเกตุของผมเอง
นั่นคือ ถ้าเราใช้งบประมาณที่เท่ากัน เช่น 3,000 บาท
ในระยะเวลา 1 เดือน กับ 1 สัปดาห์
ผลลัพธ์ที่ได้ จะแตกต่างกัน
นั่นคือ 1 เดือน จะมีการเฉลี่ย ค่าใช้จ่ายได้ดีมากกว่า
ดังนั้น ไม่ควรอัดเงิน ในระยะเวลาสั้นๆ
ไม่ว่าจะทำโฆษณาแบบไหนก็ตาม
ถ้าจำเป็นเพราะระยะเวลาจำกัด
ให้ซอยย่อย campaign ออกมาเยอะๆ ครับ
ไม่เชื่อลองดูสิครับ!!
ลิงค์ส่องโฆษณาเพจชาวบ้าน ไม่ได้หายไป แต่มันมาอยู่ ตรงนี้นี่เอง!
ลิงค์ส่องโฆษณาเพจชาวบ้าน ไม่ได้หายไป แต่มันมาอยู่ ตรงนี้นี่เอง!
ลิงค์ส่องโฆษณาเพจชาวบ้าน ไม่ได้หายไป แต่มันมาอยู่ ตรงนี้นี่เอง!
.
สำหรับนักโฆษณา การตลาดที่อยากดูไอเดียการทำโฆษณาของเพจคู่แข่ง
เพื่อดูว่าเขาทำอะไร เขียนแบบไหน เขียนอย่างไร
หรือมีความเคลื่อนไหนแบบไหนอยู่
.
ก็จะเปิด Browser เข้าไปในเพจนั้นๆ (ใน version Desktop)
กด link ที่ชื่อว่า “info and ads” หรือ “โฆษณา”
เราก็จะได้เห็นโฆษณาแล้ว
เราเรียกกันว่า “ลิงค์ส่องโฆษณา”
.
แต่ตอนนี้ (พ.ค. 2562)
facebook มีการปรับเปลี่ยน หน้าตา interface ไปอีกครั้ง
ลิงค์ซึ่งเคยอยู่ มันหายไป!!
.
หลายคนก็ตกใจว่า เอ้า มันหายไปไหน
บางคนดีใจ เออ ดี จะได้ไม่มีใครมา copy ความคิดฉันไปง่ายๆ
บางคนเสียใจ ว้า เราจะไปหาไอเดียจากไหนเนี่ย!
.
อย่ากระนั้นเลย!
เพราะจริงๆ facebook เขาเพียงแต่ปรับเปลี่ยน ที่อยู่ของ info and ads ไปเท่านั้นเองครับ
.
ให้มันไปอยู่รวมกันกับ Page Transparency หรือ ความโปร่งใสของเพจ
ในนี้เขาจะรวมเอาข้อมูลเบื้องต้นของเพจเอาไว้ทั้งหมด
ตั้งขึ้นมาเมื่อไร
เปลี่ยนชื่อไปกี่ครั้ง
มีการรวมเพจ อะไรเข้ามาบ้าง
รวมทั้งโฆษณา ที่เพจทำขึ้นมา เขาเอามาใส่รวมกันในนี้
เรียกว่า “Ads From This Page”
.
สามารถกดเข้าไปดูได้โดยการกดที่ ลิงค์ “View in Ad Library”
.
เท่านี้ เราก็จะเห็นโฆษณา ที่เพจนั้นกำลัง Run อยู่ ออกมาเรียงรายเต็มหน้ากระดานเลยจ้า
แถมสวยงาม ดูง่ายกว่าเก่า
แต่ถ้าเพจไหนไม่ยิงแอด
ก็ไม่เห็นนะจ๊ะ
แจก ลิงค์ส่องโฆษณา ไปแล้ว ก็นำไปใช้กันนะจ๊ะ
.
และที่สำคัญที่สุด
ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์
.
แล้วเจอกันครั้งต่อไป นะ 😉
.
Facebook
https://www.facebook.com/digitalnook
.
line @digitalnook
.
inbox
https://m.me/digitalnook
.
Youtube
https://www.youtube.com/channel/UCyQ_MC0JA3CYoA1bgkDpFow?sub_confirmation=1